Sunday, 27 November 2022

10 สิ่งแปลกประหลาดแต่เป็นเรื่องจริงที่เกิดขึ้นกับเราเมื่อเราตกหลุมรัก

การที่คนเรามีความรัก มันมักจะเป็นแรงบันดาลใจให้กับเรา นักวิทยาศาสตร์ได้ศึกษาสาเหตุที่พฤติกรรมของเราเปลี่ยนไปอย่างมาก เมื่อเราตกหลุมรัก พวกเขาลองเชื่อมโยงในเรื่องของการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมนี้ กับ “ฮอร์โมนรัก” ที่ต่างกัน เช่น โดปามีน และออกซิโตซิน ที่มีอิทธิพลเหนืออารมณ์ของเรา แต่ความรู้สึกนี้ มันทำให้คุณเมาได้เหมือนกับเวลาที่ดื่มไวน์จริง ๆ และ บางครั้งมันก็สามารถรักษาความเจ็บปวดได้ จริงหรือไม่?

10. คนที่มีความรักมักทำตัวเหมือนคนเมา

คนที่มีความรักมักทำตัวเหมือนคนเมา
รูปภาพจาก : brightside.me

หลังจากเวลาที่เราดื่มไวน์ 2-3 แก้วเข้าไป มันจะทำให้เราสามารถสื่อสาร พูดคุย กับคนอื่นได้ง่ายขึ้น แม้กับคนที่เราแทบจะไม่รู้จัก เราก็กลายเป็นคนใจง่ายมากขึ้น ความกลัวและความวิตกกังวลก็หายไป บางครั้งมันก็เรียกว่า อุ้งหนึ่งของ “ความรัก” ฮอร์โมนมีผลต่อร่างกายใน ทิศทางเดียวกัน อยู่ๆคุณก็กลายเป็นคนที่ซื่อสัตย์กับใจไปซะอย่างนั้น คุณเคยสังเกตไหมว่า คนเมาสุราต้องการกอดทุกคนรอบตัวพวกเขา?มันเป็นเพราะ สารออกซิโตซิน หรือที่เรียกอีกอย่างว่า “ฮอร์โมนกอด” มันทำให้เราต้องการที่จะใกล้ชิดกับใครสักคนผ่านทางร่างกาย.

9.คนที่อยู่ในความรักมักจะมีน้ำหนักเพิ่มขึ้นหรือลดลง

คนที่อยู่ในความรักมักจะมีน้ำหนักเพิ่มขึ้นหรือลดลง
รูปภาพจาก : brightside.me

มีการแสดงออกที่เป็นที่นิยมในด้านจิตวิทยาที่เรียกว่า “love pounds.” คู่รักจำนวนมากมีน้ำหนักเพิ่มขึ้นในช่วงเริ่มต้นของความสัมพันธ์ อาจเป็นเพราะเรากำลังพยายามชดเชยพลังงานที่ร่างกายของเราใช้หรืออาจเป็นเพราะเราไปร้านกาแฟและร้านอาหารบ่อยครั้งกว่าตอนที่เราเป็นโสด

วิธีการที่นักวิทยาศาสตร์พบว่า คู่ที่มีน้ำหนักเพิ่มขึ้นด้วยกันทั้งคู่ มีความพึงพอใจกับความสัมพันธ์ของพวกเขา นักวิจัยคิดว่าเป็นเพราะพวกเขารู้สึกกดดันน้อยกว่าและกลัวการถูกปฏิเสธเพราะรูปร่างหน้าตาของพวกเขา

อย่างไรก็ตามไม่ใช่ทุกคู่ที่มีน้ำหนักเพิ่มขึ้น การศึกษาเกี่ยวกับสารออกซิโตซินของอเมริกาที่ผลิตในคนที่มีความรัก แสดงให้เห็นว่ามันช่วยลดความหิวโหยและควบคุมการเผาผลาญได้ ดังนั้นเวลาที่คุณตกหลุมรักอาจบ่งบอกว่าคุณกำลังจะมีน้ำหนักที่ลดลงจากเดิมก็ได้

8.เสียงของพวกเขาเปลี่ยนไป

เสียงของพวกเขาเปลี่ยนไป
รูปภาพจาก : brightside.me

นักวิทยาศาสตร์ชาวอเมริกันทำการศึกษาถึงความผิดปกติบางอย่าง พวกเขาถามคนที่เพิ่งเริ่มต้นความสัมพันธ์ที่โรแมนติกด้วยการฟังเสียงจากโทรศัพท์หลายสาย ผู้เข้าร่วมคนอื่น ๆ ฟังเสียงของพวกเขาและสามารถบอกได้อย่างง่ายดายว่าพวกเขากำลังคุยกับเพื่อนหรือนัดเดท

ในระหว่างการสนทนากับแฟน และแฟนของพวกเขา เสียงของผู้หญิงก็ลดลงและเสียงของผู้ชายก็สูงขึ้น นักวิทยาศาสตร์คิดว่าเป็นเพราะพวกเขาต้องการที่จะเป็นอะไรที่เหมือนๆกัน

7.การมีความรักเป็นเหมือนความหลงใหลหรือการเสพติด

การมีความรักเป็นเหมือนความหลงใหลหรือการเสพติด
รูปภาพจาก : brightside.me

คิดถึงเวลาที่คุณมีความรัก คุณคงนึกถึงคนที่คุณรัก และต้องการใช้เวลากับพวกเขาให้มากที่สุด แต่เพื่อนของคุณก็บอกว่าคุณหมกมุ่นอยู่แต่กับมัน

นักมนุษยวิทยา เฮเลน อีฟิชเชอร์ ค้นพบว่าเมื่อคนที่อยู่ในห้วงความรัก สมองส่วนเดียวกันก็ทำงานเหมือนคนที่มีการติดโคเคน นี่คือเหตุผลที่เราต้องการที่จะอยู่กับคนที่เราตกหลุมรักมากขึ้นเรื่อย ๆ และเรารู้สึกผิดหวังเมื่อเราไม่ได้อยู่ด้วยกัน.

6.คนที่มีความรักมักนอนไม่ค่อยหลับ

คนที่มีความรักมักนอนไม่ค่อยหลับ
รูปภาพจาก : brightside.me

พวกเราหลายคน คงเคยชินกับการคิดว่าคนในความรักของเราใช้เวลายามค่ำคืนที่กำลังหลับ อย่างไร คุณมักคิดเกี่ยวกับสิ่งสำคัญของพวกเขา อย่างไรก็ตามจากการศึกษาของสวิส พบว่าโดยเฉลี่ยแล้วคนที่มีความรักจะนอนน้อยกว่าหนึ่งชั่วโมงในเวลากลางคืน แต่ไม่มีผู้เข้าร่วมการทดสอบคนไหนที่รู้สึกเหนื่อยหรือ่อนเพลียเลย ดังนั้นก็แสดงว่าคุณภาพของการนอนหลับของคนเหล่านี้ไม่ได้ลดลงเลย.

5.หัวใจของผู้คนที่อยู่ในห้วงรักมันมักจะเต้นระรัว

หัวใจของผู้คนที่อยู่ในห้วงรักมันมักจะเต้นระรัว
รูปภาพจาก : brightside.me

คุณอาจมีอาการ เหงื่อออก, อัตราการเต้นหัวใจเร่งรีบเกินไป , ใบหน้าสีแดง – เหล่านี้เป็นสัญญาณที่ชัดเจนของความวิตกกังวล แต่ในความเป็นจริง จุดเริ่มต้นของการพัฒนาความรักแสนโรแมนติกที่เรียกว่า limerence (อาการหลงไหลคลั่งไคล้) นั้นเป็นอาการเดียวกัน ดังนั้น ถ้าคุณรู้สึกว่ามีคนทำให้หน้าคุณแดง หรือรู้สึกอาย คุณอาจกำลังมีความรัก.

4.คนที่มีความรักต้องการเขียนบทกวีและร้องเพลงรัก

คนที่มีความรักต้องการเขียนบทกวีและร้องเพลงรัก
รูปภาพจาก : brightside.me

บทกวีที่สวยงามมากมายถูกเขียนขึ้นโดยคนที่กำลังมีความรัก!

จากการศึกษาของชาวดัตช์ แสดงให้เห็นว่า ความรู้สึกโรแมนติกมักจะไประงับการคิดวิเคราะห์ แต่ไปพัฒนาความคิดสร้างสรรค์แทน นี่คือเหตุผลที่เราต้องการได้รับของขวัญหรือเหตุการณ์ที่สร้างความประหลาดใจสำหรับคนที่เรารัก แม้ว่าจะไม่มีเหตุผลที่ดีที่จะทำเช่นนั้นเลยก็ตาม.

3.ความรักช่วยรักษาโรค

ความรักช่วยรักษาโรค
รูปภาพจาก : brightside.me

มีงานวิจัยหลายชิ้นแสดงความเชื่อมโยงระหว่างความรู้สึกโรแมนติกกับการรับรู้ถึงความเจ็บปวด ผู้เข้าร่วมการทดลองที่อยู่ในความรัก มีปฏิกิริยาตอบสนองต่อปัจจัยภายนอกที่อ่อนแอกว่า ความเจ็บปวดปานกลางลดลง 40% เมื่อพกวเขาดูรูปภาพของคนที่พวกเขารักและความเจ็บปวดที่รุนแรงก็ลดลง 10-15% นักวิทยาศาสตร์อธิบายสิ่งนี้ โดยสังเกตการเปลี่ยนความสนใจของผู้เข้าร่วมจากความเจ็บปวดของพวกเขาเป็นคนที่พวกเขารักแทน.

นักวิจัยคนอื่นพบว่า โดปามีนนั้น ผลิตได้เร็วขึ้นเมื่อคนกำลังมีความรัก และทำหน้าที่เป็นยาแก้ปวดตามธรรมชาติ ดังนั้นเมื่อแพทย์แนะนำให้ทำสิ่งที่เรารักในขณะที่เราป่วย คำแนะนำของพวกเขาสามารถช่วยบรรเทาได้จริง.

2.ความรักนั้นหวาน

ความรักนั้นหวาน
รูปภาพจาก : brightside.me

นักวิทยาศาสตร์ชาวดัตช์ได้ทำการศึกษาที่น่าสนใจ ผู้เข้าร่วมถูกขอให้เขียนเรียงความเกี่ยวกับประสบการณ์ที่แท้จริงของพวกเขา : คนกลุ่มหนึ่งเขียนเกี่ยวกับการมีความรัก กลุ่มที่สองเป็นเรื่องเกี่ยวกับความหึงหวง และกลุ่มที่สามเกี่ยวกับสิ่งที่เป็นกลาง หลังจากนั้นพวกเขาชิมขนมและน้ำ แต่คนกลุ่มที่เขียนเกี่ยวกับความรักประเมินว่ารสชาติของอาหารนั้นหวานกว่าคนกลุ่มอื่นๆ

1.คนที่อยู่ในความรักพร้อมที่จะทำอะไรได้ทุกอย่าง

คนที่อยู่ในความรักพร้อมที่จะทำอะไรได้ทุกอย่าง ,คู่รัก
รูปภาพจาก : brightside.me

การมีความรักไม่เพียงแต่หมายถึง การถูกกระตุ้นความรู้สึกในทางเพศ แต่ยังพร้อมที่จะดูแลคู่ของคุณ จากการวิจัยที่ทำในปี 2014 ได้ผลลัพธ์ออกมาว่า “ความรักนั้นคือความเห็นอกเห็นใจ” ซึ่งเป็นส่วนสำคัญของความสัมพันธ์ที่โรแมนติก หากคุณกังวลเกี่ยวกับคนรักของคุณจนเกินไป จนทำให้คุณลืมหมวกหรือร่มแม้แต่ในวันที่ฝนกำลังตกหนัก แสดงว่าคุณกำลังตกหลุมรัก.

.

แล้วคุณล่ะ กำลังตกหลุมรักใครสักคนอยู่หรือเปล่า?

ข้อมูลและรูปภาพจาก : brightside.me